Search
Close this search box.

Category: Press Releases

Music Licensing, Inc. (OTC: SONG) ประกาศว่าได้ซื้อลิขสิทธิ์เพลง “Thank God I Got It” ของ Desiigner ซึ่งจะช่วยเสริมความหลากหลายและเพิ่มจำนวนดาวเด่นที่มีอยู่มากมายให้กับบริษัท

เนเปิลส์, ฟลอริดา, Sept. 03, 2024 (GLOBE NEWSWIRE) — Music Licensing, Inc. (OTC: SONG) บริษัทชั้นนำในธุรกิจด้านดนตรี ยินดีอย่างยิ่งที่จะประกาศได้ซื้อลิขสิทธิ์เพลง “Thank God I Got It” ซึ่งเป็นเพลงของศิลปินชื่อดัง Desiigner การซื้อลิขสิทธิ์นี้เน้นย้ำให้เห็นความมุ่งมั่นของ Music Licensing, Inc. ที่จะกระจายความหลากหลายของทรัพยากรที่มีคุณภาพสูงและสร้างรายได้ให้กับบริษัท Music Licensing, Inc.ได้ชื้อลิขสิทธิ์เพลงชุดหนึ่งด้วยกลยุทธิ์นี้ ซึ่งรวมถีงผลงานเพลงจากศิลปินชื่อดัง เช่น Elton John, Miley Cyrus, Lil Wayne, Rihanna, The Weeknd, Kanye West, Justin Bieber, Mike Posner, Halsey และศิลปินคนอื่น ๆ อีกมากมาย การซื้อสิทธิ์เหล่านี้สอดคล้องกับกลยุทธิ์ของบริษัทที่จะลงทุน ในศิลปินและแนวเพลงที่หลากหลาย เพื่อเสริมสร้างผลงานให้มากขึ้นและดึงดูดผู้ชมได้ทั่วโลก Jake P. Noch ประธานกรรมการบริหารของ Music Licensing, Inc. ได้กล่าวถึงการซื้อสิทธิ์นี้ว่า “การได้ลิขสิทธิ์เพลง ‘Thank God I Got It’ ร่วมกับผลงานจากบริษัทขนาดใหญ่อื่น ๆ ในวงการดนตรี จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับบริษัทของเราอย่างมากและช่วยให้เราเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ศิลปินแต่ละคนมีเสียงและฐานแฟนคลับเฉพาะตัว ซึ่งเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้จากค่าลิขสิทธิ์และเสริมความมั่งคั่งให้กับฐานสินทรัพย์ของบริษัทเรา” การที่เพลง “Thank God I Got It” เพิ่มเข้ามาในแคตาล็อกของ Music Licensing, Inc. เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่กว้างขึ้นของบริษัทในการใช้ประโยชน์จากผลงานดนตรีที่มีอิทธิพลสูงซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้ที่ต่อเนื่องและมีความสำคัญต่อวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน การลงทุนในลิขสิทธิ์ทางดนตรีที่หลากหลาย ทำให้บริษัทมั่นใจได้ว่ามีศิลปินในสังกัดที่มีความหลากหลาย ตอบสนองรสนิยมที่แตกต่างของผู้ฟังดนตรี และทำให้บริษัทเป็นผู้นำในตลาดวงการดนตรีได้อย่างมั่นคง ฟัง “Thank God I Got It” โดย Desiigner ได้ที่นี่ เกี่ยวกับ Music Licensing, Inc. (OTC: SONG)

David Barrett ประธานกรรมการบริหารของ EBC Financial Group (UK) Ltd และ EBC Financial Group (Cayman) Limited วิเคราะห์ความผันผวนของตลาดโลก แรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยสูง และกลยุทธ์การลงทุนที่ปลอดภัยในบริบทของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในปี 2567

ลอนดอน, Sept. 02, 2024 (GLOBE NEWSWIRE) — ตลาดโลกกำลังเผชิญกับความผันผวน เนื่องจากแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อ การเปลี่ยนแปลงในนโยบายอัตราดอกเบี้ย และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งทั้งหมดนี้ได้สร้างความไม่แน่นอนในภาคการเงินต่าง ๆ อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน David Barrett ประธานกรรมการบริหารของ EBC Financial Group (UK) Ltd และ EBC Financial Group (Cayman) Limited ได้นำเสนอการวิเคราะห์ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับแรงผลักดันที่กำหนดภูมิทัศน์ทางการเงินในปัจจุบัน พร้อมแนะนำกลยุทธ์ที่นักลงทุนควรนำไปปรับใช้เพื่อก้าวไปข้างหน้า David Barrett ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ EBC Financial Group (UK) Ltd แบ่งปันข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดในบทสัมภาษณ์ของ Biztech Asia David Barrett ประธานกรรมการบริหารของ EBC Financial Group (UK) Ltd วิเคราะห์ความผันผวนของตลาดโลก ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายอัตราดอกเบี้ย และกลยุทธ์การลงทุนที่ปลอดภัยในบริบทของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในปี 2567 ความผันผวนของตลาดหุ้นและการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยทำให้เกิดภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน Barrett เน้นย้ำถึงการฟื้นคืนความเชื่อมั่นในการซื้อขายเงินทุนที่เป็นเงินสดที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 ในช่วงเวลานั้น ทั้งนักลงทุนระดับองค์กรและนักลงทุนรายย่อยได้ร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรมการค้าให้เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้สภาพคล่องและประสิทธิภาพของตลาดดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การรายงานผลกำไรที่พุ่งสูงขึ้นและตัวชี้วัดเศรษฐกิจที่ดีขึ้นได้ช่วยสนับสนุนแนวโน้มนี้ ซึ่งบ่งชี้ถึงบรรยากาศการลงทุนที่แข็งแกร่งขึ้น ตลาดโลกประสบกับความปั่นป่วนครั้งใหญ่เมื่อไม่นานมานี้ อันเป็นผลมาจากหลายปัจจัย เช่น การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่นที่ไม่คาดคิด ความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ และการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่จะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงไว้ แม้จะมีสัญญาณการชะลอตัวทางเศรษฐกิจก็ตาม ในการประชุมเดือนกรกฎาคม 2567 ธนาคารกลางสหรัฐฯ ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงสุดในรอบ 23 ปีที่ 5.25%-5.50% ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้มีส่วนร่วมในตลาดบางรายที่คาดหวังจะเห็นสัญญาณของการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ก่อนหน้านี้ Barrett ได้ท้าทายแนวคิดที่ว่าอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นมาตรฐานใหม่ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ผิด โดยเน้นย้ำว่าอัตราดอกเบี้ยเหล่านี้เกิดจากสถานการณ์ที่ไม่ปกติ เช่น ภาวะการระบาดใหญ่ของโควิด-19 เขาเตือนว่าแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยต่ำอาจช่วยบรรเทาปัญหาในระยะสั้นได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาอย่างถาวร การตัดสินใจล่าสุดของธนาคารกลางในการคงอัตราดอกเบี้ยที่สูงไว้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากยุคที่เงินราคาถูก ขณะเดียวกัน ผู้กำหนดนโยบายก็ยังคงต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้ออย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการดำเนินการของธนาคารกลางสหรัฐฯ จะสอดคล้องกับเป้าหมายในการควบคุมภาวะเงินเฟ้อ แต่การคงอัตราดอกเบี้ยสูงในขณะที่เศรษฐกิจชะลอตัวก็สร้างความกังวลว่าอาจนำไปสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจได้ นักลงทุนที่คาดหวังว่าอัตราดอกเบี้ยอาจลดลงเพื่อบรรเทาความกดดันทางเศรษฐกิจได้ตอบสนองด้วยการขายหุ้น ซึ่งส่งผลให้ตลาดมีแนวโน้มตกต่ำลงอีก การตอบสนองเช่นนี้เน้นย้ำถึงสมดุลที่ละเอียดอ่อนที่ธนาคารกลางต้องบริหารจัดการระหว่างการควบคุมภาวะเงินเฟ้อและการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ Barrett แนะนำว่านักลงทุนควรเตรียมพร้อมสำหรับความผันผวนที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากธนาคารกลางอาจต้องปรับนโยบายการเงินเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในสภาวะเศรษฐกิจ ความยืดหยุ่นทางกลยุทธ์มีความสำคัญ

David Barrett ประธานกรรมการบริหารของ EBC Financial Group (UK) Ltd และ EBC Financial Group (Cayman) Limited วิเคราะห์ความผันผวนของตลาดโลก แรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยสูง และกลยุทธ์การลงทุนที่ปลอดภัยในบริบทของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในปี 2567

ลอนดอน, Sept. 02, 2024 (GLOBE NEWSWIRE) — ตลาดโลกกำลังเผชิญกับความผันผวน เนื่องจากแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อ การเปลี่ยนแปลงในนโยบายอัตราดอกเบี้ย และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งทั้งหมดนี้ได้สร้างความไม่แน่นอนในภาคการเงินต่าง ๆ อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน David Barrett ประธานกรรมการบริหารของ EBC Financial Group (UK) Ltd และ EBC Financial Group (Cayman) Limited ได้นำเสนอการวิเคราะห์ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับแรงผลักดันที่กำหนดภูมิทัศน์ทางการเงินในปัจจุบัน พร้อมแนะนำกลยุทธ์ที่นักลงทุนควรนำไปปรับใช้เพื่อก้าวไปข้างหน้า David Barrett ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ EBC Financial Group (UK) Ltd แบ่งปันข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดในบทสัมภาษณ์ของ Biztech Asia David Barrett ประธานกรรมการบริหารของ EBC Financial Group (UK) Ltd วิเคราะห์ความผันผวนของตลาดโลก ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายอัตราดอกเบี้ย และกลยุทธ์การลงทุนที่ปลอดภัยในบริบทของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในปี 2567 ความผันผวนของตลาดหุ้นและการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยทำให้เกิดภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน Barrett เน้นย้ำถึงการฟื้นคืนความเชื่อมั่นในการซื้อขายเงินทุนที่เป็นเงินสดที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 ในช่วงเวลานั้น ทั้งนักลงทุนระดับองค์กรและนักลงทุนรายย่อยได้ร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรมการค้าให้เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้สภาพคล่องและประสิทธิภาพของตลาดดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การรายงานผลกำไรที่พุ่งสูงขึ้นและตัวชี้วัดเศรษฐกิจที่ดีขึ้นได้ช่วยสนับสนุนแนวโน้มนี้ ซึ่งบ่งชี้ถึงบรรยากาศการลงทุนที่แข็งแกร่งขึ้น ตลาดโลกประสบกับความปั่นป่วนครั้งใหญ่เมื่อไม่นานมานี้ อันเป็นผลมาจากหลายปัจจัย เช่น การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่นที่ไม่คาดคิด ความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ และการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่จะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงไว้ แม้จะมีสัญญาณการชะลอตัวทางเศรษฐกิจก็ตาม ในการประชุมเดือนกรกฎาคม 2567 ธนาคารกลางสหรัฐฯ ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงสุดในรอบ 23 ปีที่ 5.25%-5.50% ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้มีส่วนร่วมในตลาดบางรายที่คาดหวังจะเห็นสัญญาณของการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ก่อนหน้านี้ Barrett ได้ท้าทายแนวคิดที่ว่าอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นมาตรฐานใหม่ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ผิด โดยเน้นย้ำว่าอัตราดอกเบี้ยเหล่านี้เกิดจากสถานการณ์ที่ไม่ปกติ เช่น ภาวะการระบาดใหญ่ของโควิด-19 เขาเตือนว่าแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยต่ำอาจช่วยบรรเทาปัญหาในระยะสั้นได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาอย่างถาวร การตัดสินใจล่าสุดของธนาคารกลางในการคงอัตราดอกเบี้ยที่สูงไว้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากยุคที่เงินราคาถูก ขณะเดียวกัน ผู้กำหนดนโยบายก็ยังคงต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้ออย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการดำเนินการของธนาคารกลางสหรัฐฯ จะสอดคล้องกับเป้าหมายในการควบคุมภาวะเงินเฟ้อ แต่การคงอัตราดอกเบี้ยสูงในขณะที่เศรษฐกิจชะลอตัวก็สร้างความกังวลว่าอาจนำไปสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจได้ นักลงทุนที่คาดหวังว่าอัตราดอกเบี้ยอาจลดลงเพื่อบรรเทาความกดดันทางเศรษฐกิจได้ตอบสนองด้วยการขายหุ้น ซึ่งส่งผลให้ตลาดมีแนวโน้มตกต่ำลงอีก การตอบสนองเช่นนี้เน้นย้ำถึงสมดุลที่ละเอียดอ่อนที่ธนาคารกลางต้องบริหารจัดการระหว่างการควบคุมภาวะเงินเฟ้อและการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ Barrett แนะนำว่านักลงทุนควรเตรียมพร้อมสำหรับความผันผวนที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากธนาคารกลางอาจต้องปรับนโยบายการเงินเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในสภาวะเศรษฐกิจ ความยืดหยุ่นทางกลยุทธ์มีความสำคัญ

Mavenir และ Whitestack ขยายขอบเขตระบบนิเวศของฟังก์ชันเครือข่ายแบบเปิด

การบูรณาการฟังก์ชันเครือข่ายที่สำคัญของ Mavenir เข้ากับแพลตฟอร์ม Open Telco Cloud ของ Whitestack ซึ่งใช้เทคโนโลยี Intel ได้สำเร็จ ริชาร์ดสัน เท็กซัส, Aug. 28, 2024 (GLOBE NEWSWIRE) — Mavenir ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายระบบคลาวด์เนทีฟที่มุ่งสร้างอนาคตของเครือข่าย และ Whitestack ผู้พัฒนาโซลูชัน Telco Cloud บนซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ได้ประกาศความสำเร็จในการปรับแนวทางด้านเทคโนโลยีที่ทำให้โซลูชัน Cloud-Native IMS ของ Mavenir สามารถบูรณาการเข้ากับแพลตฟอร์ม Telco Cloud ของ Whitestack ได้อย่างราบรื่น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญของ Mavenir ในการสนับสนุนการใช้งานระบบคลาวด์เนทีฟอย่างเต็มที่ ความร่วมมือครั้งนี้เริ่มต้นโดยเป็นส่วนหนึ่งของการปรับใช้ร่วมกับผู้ให้บริการชั้นนำระดับ 1 ในละตินอเมริกา โดยใช้ประโยชน์จากพลังงานและประสิทธิภาพของหน่วยประมวลผล Intel Xeon รวมถึงเทคโนโลยี Intel Ethernet การเสริมศักยภาพให้แก่ผู้ให้บริการอุปกรณ์เคลื่อนที่ในการปรับใช้ปริมาณงานด้านโทรคมนาคมบนโซลูชันระบบคลาวด์ เป็นแนวทางหลักในกลยุทธ์คลาวด์เนทีฟของ Mavenir การประกาศในวันนี้ถือเป็นความสำเร็จในการบูรณาการเต็มรูปแบบกับโซลูชัน Telco Cloud ของ Whitestack ซึ่งมอบตัวเลือกที่ยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้นให้แก่ผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมในการปรับใช้โซลูชันของ Mavenir และเน้นย้ำถึงการขยายขอบเขตอย่างต่อเนื่องของระบบนิเวศด้านโทรคมนาคม โดยมุ่งหวังให้ผู้ให้บริการมีอิสระจากโซลูชันแบบเดิมหรือแบบโมโนลิธิก ทั้งสองบริษัทกำลังใช้ประโยชน์จากแรงผลักดันในอุตสาหกรรม ตามการประกาศสำคัญจากผู้ให้บริการที่นำโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์มาใช้สำหรับฟังก์ชันเครือข่ายที่สำคัญ แนวโน้มนี้ได้ดึงดูดความสนใจอย่างมากจากผู้ประกอบการแบบดั้งเดิม เพื่อตอบสนองความต้องการที่ชัดเจนนี้ Mavenir และ Whitestack ได้นำเสนออัตราส่วนประสิทธิภาพต่อต้นทุนที่น่าสนใจ ทำให้การเปลี่ยนไปใช้โซลูชันระบบคลาวด์เป็นทางเลือกที่ง่ายและคุ้มค่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่สามารถทำให้กระบวนการบูรณาการนี้เสร็จสิ้นได้ภายในกรอบเวลาอันเหมาะสม ซึ่งเป็นผลมาจากประสบการณ์ที่เราได้รับจาก Telco Clouds อื่น ๆ และความยืดหยุ่นของ Whitestack ในการปรับการกำหนดค่าส่วนส่งข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดของเรา” Brandon Larson รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปฝ่ายกลยุทธ์ทางธุรกิจ Cloud, AI & IMS ของ Mavenir กล่าว “เนื่องจากอุตสาหกรรมกำลังมุ่งสู่การใช้โครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ โซลูชันระบบคลาวด์จึงต้องได้รับการปรับให้เหมาะสมกับปริมาณงานด้านโทรคมนาคม” Brandon Larson กล่าวเสริม “เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว จำเป็นต้องมีบริษัทอย่าง Mavenir ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางทั้งในด้านระบบคลาวด์และโทรคมนาคม” โซลูชัน

Mavenir และ Whitestack ขยายขอบเขตระบบนิเวศของฟังก์ชันเครือข่ายแบบเปิด

การบูรณาการฟังก์ชันเครือข่ายที่สำคัญของ Mavenir เข้ากับแพลตฟอร์ม Open Telco Cloud ของ Whitestack ซึ่งใช้เทคโนโลยี Intel ได้สำเร็จ ริชาร์ดสัน เท็กซัส, Aug. 28, 2024 (GLOBE NEWSWIRE) — Mavenir ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายระบบคลาวด์เนทีฟที่มุ่งสร้างอนาคตของเครือข่าย และ Whitestack ผู้พัฒนาโซลูชัน Telco Cloud บนซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ได้ประกาศความสำเร็จในการปรับแนวทางด้านเทคโนโลยีที่ทำให้โซลูชัน Cloud-Native IMS ของ Mavenir สามารถบูรณาการเข้ากับแพลตฟอร์ม Telco Cloud ของ Whitestack ได้อย่างราบรื่น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญของ Mavenir ในการสนับสนุนการใช้งานระบบคลาวด์เนทีฟอย่างเต็มที่ ความร่วมมือครั้งนี้เริ่มต้นโดยเป็นส่วนหนึ่งของการปรับใช้ร่วมกับผู้ให้บริการชั้นนำระดับ 1 ในละตินอเมริกา โดยใช้ประโยชน์จากพลังงานและประสิทธิภาพของหน่วยประมวลผล Intel Xeon รวมถึงเทคโนโลยี Intel Ethernet การเสริมศักยภาพให้แก่ผู้ให้บริการอุปกรณ์เคลื่อนที่ในการปรับใช้ปริมาณงานด้านโทรคมนาคมบนโซลูชันระบบคลาวด์ เป็นแนวทางหลักในกลยุทธ์คลาวด์เนทีฟของ Mavenir การประกาศในวันนี้ถือเป็นความสำเร็จในการบูรณาการเต็มรูปแบบกับโซลูชัน Telco Cloud ของ Whitestack ซึ่งมอบตัวเลือกที่ยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้นให้แก่ผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมในการปรับใช้โซลูชันของ Mavenir และเน้นย้ำถึงการขยายขอบเขตอย่างต่อเนื่องของระบบนิเวศด้านโทรคมนาคม โดยมุ่งหวังให้ผู้ให้บริการมีอิสระจากโซลูชันแบบเดิมหรือแบบโมโนลิธิก ทั้งสองบริษัทกำลังใช้ประโยชน์จากแรงผลักดันในอุตสาหกรรม ตามการประกาศสำคัญจากผู้ให้บริการที่นำโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์มาใช้สำหรับฟังก์ชันเครือข่ายที่สำคัญ แนวโน้มนี้ได้ดึงดูดความสนใจอย่างมากจากผู้ประกอบการแบบดั้งเดิม เพื่อตอบสนองความต้องการที่ชัดเจนนี้ Mavenir และ Whitestack ได้นำเสนออัตราส่วนประสิทธิภาพต่อต้นทุนที่น่าสนใจ ทำให้การเปลี่ยนไปใช้โซลูชันระบบคลาวด์เป็นทางเลือกที่ง่ายและคุ้มค่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่สามารถทำให้กระบวนการบูรณาการนี้เสร็จสิ้นได้ภายในกรอบเวลาอันเหมาะสม ซึ่งเป็นผลมาจากประสบการณ์ที่เราได้รับจาก Telco Clouds อื่น ๆ และความยืดหยุ่นของ Whitestack ในการปรับการกำหนดค่าส่วนส่งข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดของเรา” Brandon Larson รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปฝ่ายกลยุทธ์ทางธุรกิจ Cloud, AI & IMS ของ Mavenir กล่าว “เนื่องจากอุตสาหกรรมกำลังมุ่งสู่การใช้โครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ โซลูชันระบบคลาวด์จึงต้องได้รับการปรับให้เหมาะสมกับปริมาณงานด้านโทรคมนาคม” Brandon Larson กล่าวเสริม “เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว จำเป็นต้องมีบริษัทอย่าง Mavenir ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางทั้งในด้านระบบคลาวด์และโทรคมนาคม” โซลูชัน

Recent Posts